แนะแนวการศึกษาต่อเมื่อจบ ม.3

ทุกปีการศึกษา โรงเรียนบ้านโนนกุ่มมิตรภาพที่ 210 จะมีการเตรียมความพร้อมสำหรับนักเรียนที่จะจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยฝ่ายกิจกรรมแนะแนวได้เตรียมความพร้อมที่จะให้ความรู้แก่นักเรียนก่อนที่จะจบการศึกษาซึ่งจะเป็นการศึกษาเพื่อประกอบอาชีพ หรือเพื่อเป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อในระดับที่สูงหรืออุดมศึกษาต่อไป ยังมีนักเรียนอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่มีความเข้าใจ และไม่ทราบแนวทางในการศึกษาต่อ ดังนั้นนักเรียนหรือผู้ที่สนใจสามารถเข้าศึกษาหรือสืบค้นเว็บไซต์หรือลิงค์ที่เกี่ยวข้องได้เพื่อเป็นข้อมูลแนวทางการศึกษาต่อได้ โดยมีรายละเอียดตามแผนผังการศึกษาต่อตามลิงค์ข้างล่างนี้

แผนผังการศึกษาต่อเมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

นอกจากนี้ยังมีเว็บไซต์และลิงค์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งนักเรียนหรือผู้ที่สนใจสามารถเข้าสืบค้นข้อมูลเพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาต่อได้ เช่น

การศึกษาต่อมัธยมศึกษาตอนปลายสายสามัญ (ม.4-6) จะใช้เวลาเรียน 3 ปีการศึกษา

การศึกษาต่อสายอาชีวศึกษาหรือสายอาชีพ อาจแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ 5 กลุ่ม คือ ช่างอุตสาหรรม เกษตรกรรม พาณิชยกรรม คหกรรม และศิลปกรรม-ศิลปหัตถกรรม ซึ่งระดับการศึกษาสายอาชีวศึกษาแบ่งออกเป็นหลายระดับหรือหลายหลักสูตร ในแต่ละหลักสูตรจะใช้เวลาในการศึกษาและพื้นฐานความรู้ของผู้ที่จะเข้าศึกษาต่างกัน โดยทั่วไปแบ่งระดับการศึกษาสายอาชีวศึกษาออกเป็นหลักสูตรต่าง ๆ คือ

1. หลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น เป็นหลักสูตรที่กำหนดขึ้นเพื่อใช้ฝึกวิชาชีพให้แก่นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปที่มีความประสงค์จะนำความรู้ความชำนาญจากวิชาชีพที่เรียนไปประกอบอาชีพ ปรับปรุงงาน เพิ่มความรู้พิเศษ และนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน การฝึกอบรมตามหลักสูตรนี้จะต้องศึกษาทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพนั้น ๆ และเน้นหนักในทางปฏิบัติ โดยมุ่งหมายให้ได้สัมผัสกับงานจริง ๆ สามารถปฏิบัติได้เมื่อจบหลักสูตร ระยะเวลาในการศึกษาในสาขาต่าง ๆ จะกำหนดการฝึกอบรมเป็นชั่วโมง หรือเป็นเดือน เช่น 30 ชั่วโมง 60 ชั่วโมง 80 ชั่วโมง 3 เดือน 6 เดือน เป็นต้น พื้นฐานความรู้ของผู้ที่สมัครเรียนในหลักสูตรระยะสั้นกำหนดพื้นฐานความรู้ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาจนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษา

2. หลักสูตรประกาศนียบัตรช่างฝีมือ (ปชม.) การศึกษาในหลักสูตรนี้เน้นทักษะความรู้ทางด้านอาชีพเฉพาะสาขา มีลักษณะจบในตัวเอง โดยมุ่งหวังให้ผู้ที่สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรสามารถออกไปประกอบอาชีพตามสาขาที่ศึกษามาได้ ระยะเวลาในการศึกษาสำหรับหลักสูตรนี้ใช้เวลา 1 ปี หรือ 1,350 ชั่วโมง ผู้สมัครเข้าศึกษาจะต้องมีพื้นความรู้ (สำเร็จการศึกษา) ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นหรือเทียบเท่า

3. หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) เป็นหลักสูตรหลังมัธยมศึกษาตอนต้น ซึ่งเปิดโอกาสให้เลือกเรียนได้อย่างกว้างขวางเพื่อออกไปประกอบวิชาชีพได้ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและสังคม โดยมุ่งฝึกงานฝีมือที่ใช้เทคโนโลยีปฏิบัติจนเกิดทักษะ สามารถจัดการเชิงธุรกิจ เชิงอุตสาหกรรม และเชิงเทคโนโลยีที่สามารถนำไปประกอบอาชีพได้จริง ฝึกให้ผู้เรียนมีความคิดสร้างสรรค์ สามารถพัฒนางานได้เสมอ ระยะเวลาในการศึกษาสำหรับหลักสูตรนี้ใช้เวลาศึกษาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 3 ปีการศึกษา หรือ 6 ภาคเรียนปกติ ผู้สมัครเข้าศึกษาจะต้องมีพื้นฐานความรู้ (สำเร็จการศึกษา) ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นหรือเทียบเท่า

การตัดสินใจก่อนเลือกศึกษาต่อเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งการจะศึกษาต่อในสายวิชาใดนั้น จะมีความสัมพันธ์และผลกระทบในการประกอบอาชีพในอนาคต ตำแหน่งงานในบางสาขาอาชีพมีน้อยมาก สถานประกอบการต่าง ๆ ก็ไม่ค่อยจะรับคนเข้าทำงานเพิ่มขึ้น หรือถ้าจะรับเพิ่มก็บจะรับในอัตราที่น้อยมาก คนที่ทำงานอยู่เดิมก็จะพยายามทำงานให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะในสภาพปัจจุบันนี้ถ้าออกจากงานแล้วก็จะหางานทำได้ยากมาก ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในสายวิชาใด ควรได้พิจารณาข้อมูลต่าง ๆ ก่อนการตัดสินใจ เช่น  1. ข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง ได้แก่ ความสนใจ ความถนัด สติปัญญา ฐานะการเงินของผู้ปกครอง สุขภาพและลักษณะของร่างกาย เพศ อายุ สัญชาติ เชื้อชาติ 2. ข้อมูลเกี่ยวกับสถานศึกษาที่มุ่งหวังว่าจะเข้าศึกษาต่อ ได้แก่ ชื่อสถานศึกษา ที่ตั้ง แผนการเรียน หลักสูตร วัน เวลาและวิชาที่สอบ ค่าใช้จ่ายในการศึกษา คุณสมบัติของผู้สมัคร ระเบียบข้อบังคับของสถานศึกษา และรายละเอียดอื่น ๆ ของสถานศึกษา  3. ข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพต่าง ๆ มีนักเรียนหลายคนที่ยังไม่ทราบว่าอาชีพใด ทำงานอะไร มีรายได้มากน้อยเพียงใด และข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการประกอบอาชีพนั้น เช่น ความก้าวหน้าในทางอาชีพ แนวทางในการศึกษา-ฝึกอบรมเพื่อให้มีความชำนาญ หรือมีทักษะในอาชีพเพิ่มเติม แนวทางในการศึกษาต่อ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้นักเรียนสามารถศึกษาหาความรู้ได้จากงานแนะแนวของโรงเรียนบ้านโนนกุ่มมิตรภาพที่ 210 (หรือที่เว็บไซต์นี้ ซึ่งจะนำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้อง แนวทาง และข่าวสารใหม่ ๆ ให้นักเรียนและผู้ที่สนใจได้เข้าศึกษาอย่างต่อเนื่อง)  หรือสอบถามโดยตรงได้ที่อาจารย์แนะแนว

 


Advertisements

สาระเกี่ยวกับการพิมพ์หนังสือราชการไทย(ด้วยคอมพิวเตอร์)ให้ถูกต้องตามระเบีบบสำนักนายกฯ

หลาย ๆ ท่านคงประสบปัญหาในการพิมพ์หนังสือราชการ ทั้งหนังสือภายใน หนังสือภายนอก หนังสือประทับตรา ซึ่งเอกสารเหล่านี้ สำนักนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ นร ๐๑๐๖/ว๒๐๑๙ ให้คำอธิบายการพิมพ์หนังสือราชการภาษาไทยด้วยโปรแกรมการพิมพ์ในเครื่องคอมพิวเตอร์ และตัวอย่างการพิมพ์ คำอธิบายการพิมพ์หนังสือราชการแบบต่าง ๆ ทั้งนี้ก็เพื่อให้การพิมพ์หนังสือราชการเป็นไปด้วยรูปแบบที่ถูกต้องตามระเบียบที่สำนักนายกรัฐมนตรีกำหนด และเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ท่านสามารถคลิกดูรายละเอียดดี ๆ ได้ที่ (http://www.opm.go.th)

 

ตัวอย่างหนังสือภายนอก ตารางเปรียบเทียบการตั้งค่าเมื่อพิมพ์คอม

(ตัวอย่าง) เอกสารประกอบการเรียนกิจกรรมแนะแนวผ่านเว็บไซต์กับครูดวงจิตร เล่มที่ 2 เรื่อง รู้จักตนเอง

เล่มที่ 2 เรื่อง รู้จักตนเองแก้ไข ลงเว็บ

ต้องปฏิรูปหลักสูตรเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา

ในศตวรรษที่ 21 ถือเป็นยุคแห่งเทคโนโลยีสารสนเทศ เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเด็กและเยาวชนยุคนี้เกือบทุกประเทศทั่วโลกรวมถึงเด็ก ไทยล้วนมีทักษะและความสามารถในการเรียนรู้ที่จะใช้เทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว คล่องแคล่ว ทั้งคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต แท็บเล็ต โทรศัพท์มือถือหลากหลายยี่ห้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งติดต่อการสื่อสารบนเครือข่ายสังคมออนไลน์

แต่เมื่อหันกลับมามองคุณภาพการศึกษาของไทยที่มีการสวนกระแสกับการเปลี่ยน แปลงอย่างรวดเร็วของสังคมโลกยุคข้อมูลข่าวสาร ถ้าทบทวนดูผลการจัดอันดับการศึกษาของไทยจะเห็นได้ว่าอยู่ในอันดับที่ไม่น่า พึงพอใจมากนัก มีทั้งอันดับต่ำกว่าเดิม ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เช่น การจัดอันดับประเทศที่มีพัฒนาการศึกษาทางการศึกษาของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการ จัดอันดับการศึกษาเพียร์สันของสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2555 พบว่าประเทศไทยอยู่อันดับที่ 37 จาก 40 ประเทศ โดยการศึกษาในระดับอุดมศึกษาอยู่อันดับ 8 ของอาเซียนตามหลังฟิลิปปินส์และกัมพูชา ส่วนการศึกษาขั้นพื้นฐานอยู่ในลำดับ 6 ของอาเซียนตามหลังเวียดนาม

ส่วนผลประเมิน PISA ที่มีการสุ่มเพื่อประเมินนักเรียนชั้น ม.3 ต้องการสำรวจว่าเยาวชนที่อยู่ในวัยจบการศึกษาภาคบังคับ มีศักยภาพที่จะใช้ความรู้และทักษะที่เรียนไปในชีวิตจริงในอนาคตได้ดีเพียงใด ซึ่งไม่ได้ประเมินความรู้ตามหลักสูตรในโรงเรียน แต่เน้นประเมินความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต ประเทศไทยเข้าร่วมโครงการ PISA ตั้งแต่ปี ค.ศ.2000 โดยมีการประเมินทุก 3 ปี ซึ่งการประเมินแต่ละครั้งจะให้ความสำคัญกับวิชาที่แตกต่างกัน แต่ให้น้ำหนักด้านใดด้านหนึ่งเป็นหลัก และอีก 2 วิชาเป็นรอง พบว่า นักเรียนไทยกลุ่มอายุ 15 ปี มีผลการประเมินต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนานาชาติ ต่อเนื่องถึง 4 ครั้ง

และเนื่องจากผลการสอบ PISA ได้ถูกนำไปใช้เป็นเกณฑ์หนึ่งในการจัดลำดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทำให้นานาชาติมองว่าไทยยังเป็นประเทศด้อยคุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน

จากผลการประเมินคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ National Test (NT) ระดับชั้น ป.3 ปีการศึกษา 2555 ที่จัดสอบโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พบว่าคะแนนเฉลี่ยไม่ถึงครึ่งในทุกด้าน คือ ด้านภาษา คะแนนเฉลี่ย 42.94 ด้านการคำนวณ คะแนนเฉลี่ย 37.45 ส่วนด้านเหตุผล คะแนนเฉลี่ย 45.92 ส่วนผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ปีการศึกษา 2555 ของนักเรียนชั้น ม.6 จัดสอบโดยสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) มีผู้เข้าสอบประมาณ 400,000 คน โดยมีคะแนนเฉลี่ยไม่ถึงครึ่งเกือบทุกวิชาเช่นกัน คือ ภาษาไทย 47.19 คะแนน สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 36.27 คะแนน ภาษาอังกฤษ 22.13 คะแนน คณิตศาสตร์ 22.73 คะแนน วิทยาศาสตร์ 33.10 คะแนน สุขศึกษาและพลศึกษา 53.70 คะแนน ศิลปะ 32.73 คะแนน การงานอาชีพและเทคโนโลยี 45.76 คะแนน

จากผลการจัดอันดับและผลการประเมินต่าง ๆ ทั้งหน่วยงานภายในประเทศและระดับนานาชาติที่ผ่านมาล้วนบ่งชี้ให้เห็นถึงแนว โน้มที่จะลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน เหล่านี้ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงต้นตอของปัญหาที่จำเป็นต้องมีการหาแนวทางแก้ไข อย่างเร่งด่วนเพื่อป้องกันวิกฤติการศึกษาของประเทศ

รัฐบาลชุดปัจจุบันได้มองเห็นปัญหาการศึกษาไทยที่เรื้อรังมายาวนาน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา มองว่าในอดีตที่ผ่านมาเด็กไทยเรียนมากแต่รู้น้อย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องปฏิรูปหลักสูตร ปรับกระบวนการเรียนการสอนที่จะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างจริงจัง โดยให้สอนน้อยแต่เด็กเรียนรู้มาก

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมุ่งเน้นให้การปฏิรูปหลักสูตรการศึกษา ขั้นพื้นฐานเกิดประโยชน์สูงสุดกับเด็กเป็นสำคัญ โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้น 2 คณะ คือ คณะที่ 1 กำหนดวิสัยทัศน์การปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีรมว.ศธ.เป็น ประธาน และมีผู้ทรงคุณวุฒิมาจากทุกภาคส่วนเป็นกรรมการ ส่วนคณะที่ 2 มี ศ.ดร.ภาวิช ทองโรจน์ เป็นประธาน และมีคณะกรรมการออกแบบยกร่างหลักสูตร-ตำราเรียนแห่งชาติ

ซึ่งช่วงที่ผ่านมาคณะกรรมการได้มีการประชุมยกร่างหลักสูตรใหม่เพื่อเป็น พิมพ์เขียวโดยกำหนดกรอบเวลาไว้เพียง 6 เดือน โดยมีมติให้ยกเลิก 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ตามหลักสูตรเดิม และยกร่างโครงสร้างใหม่เป็น 6 กลุ่มสาระ คือ ภาษาและวัฒนธรรม (Language and Culture) กลุ่มสาระเรียนรู้ STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกร และคณิตศาสตร์) การดำรงชีวิตและโลกของงาน (Work Life) ทักษะสื่อและการสื่อสาร (Media Skill and Communication) สังคมและมนุษยศาสตร์ (Society and Humanity) และอาเซียน ภูมิภาคและโลก (Asean Region and World) ส่วนเวลาเรียนไม่เกิน 800 ชั่วโมงต่อปี โดยให้เพิ่มกระบวนการเรียนรู้ผ่านโครงงานทุกระดับชั้น เน้นกระบวนการประชาธิปไตยและคุณธรรม จริยธรรมเพิ่มมากขึ้น

หากรัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจน จริงจัง ต่อเนื่อง เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนในสังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา มีความตระหนักในบทบาทหน้าที่ที่จะร่วมกันรังสรรค์พัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะใน การเรียนรู้ เป็นผู้ใฝ่เรียนรู้ เป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตสามารถเรียนรู้ได้ทุกสถานที่ทุกเวลา สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการนำไปใช้ในชีวิตจริง และพัฒนาต่อยอดสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้เกิดขึ้นได้ โดยทุกหนทุกแห่งคือห้องเรียนที่กว้างใหญ่ และที่สำคัญผู้เรียนทุกคนต้องได้รับการส่งเสริมให้มีศักยภาพที่จะเรียนรู้ อย่างหลากหลาย ต่อเนื่อง สนุกสนาน ท้าทาย และเรียนรู้อย่างมั่นใจ เหล่านี้คือหนทางนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยในอนาคต.

… ที่มา เว็บไซต์หนังสือพิมพ์เดลินิวส์  วันอังคารที่ 9 เมษายน 2556ImageImage

ผลงานเด่น “โครงการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน”

โรงเรียนบ้านโนนกุ่มมิตรภาพที่ 210 จัดโครงการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ซึ่งเป็นผลงานเด่นที่สามารถนำเด็กนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมและได้รับรางวัล เป็นที่ภาคภูมิใจของโรงเรียน คณะครู ผู้ปกครอง และตัวนักเรียนเอง ซึ่งมีกิจกรรมที่เน้น คือ กิจกรรมส่งเสริมนักเรียนสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ เพื่อเข้าร่วมแข่งขันงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน กิจกรรมส่งเสริมความสามารถนักเรียนทุกกลุ่มสาระเพื่อรับการประเมินสู่โรงเรียนในฝัน หรือโรงเรียนดีประจำอำเภอ และกิจกรรมจิตอาสา (จิตสาธารณะ) โดยเน้นให้นักเรียนได้เข้าร่วมในกิจกรรมในโครงการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน เพื่อให้นักเรียนได้แสดงออกถึงการมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่น ชุมชน และสังคมด้วยความเต็มใจ กระตือรอร้น โดยไม่หวังผลตอบแทน

กิจกรรมแนะแนวผ่านเว็บไซต์กับครูดวงจิตร

เรื่องที่ 1 แนวทางการเรียนกิจกรรมแนะแนว

นักเรียนสามารถเข้าศึกษาเอกสารประกอบการเรียนกิจกรรมแนะแนว ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่องที่ 1 “แนวทางการเรียนกิจกรรมแนะแนว” ได้จากลิงค์นี้

นักเรียนสามารถสื่อสารกับครูโดยจัดส่งใบงานที่ 2 ข้อ 2.1, 2.2 และ 2.3  ในกิจกรรมทัายบทเรียน ได้ใน Facebook (งานเดี่ยว)

และใบงานที่ 3 และ 4  ในกิจกรรมท้ายบทเรียน ได้ใน Facebook (งานกลุ่ม)